โรคไขกระดูกฝ่อ (Aplastic Anemia) กับการปลูกถ่ายไขกระดูก

     โรคไขกระดูกฝ่อเป็นโรคที่ไขกระดูกไม่สร้างหรือสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดน้อยหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดหายไป เมื่อมีเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ ออกซิเจนก็ไม่สามารถถูกลำเลียงไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายได้ ถ้าเม็ดเลือดขาวต่ำ ร่างกายก็ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้และเกล็ดเลือดเป็นตัวที่จะช่วยห้ามเลือด
 
อาการสำคัญ
     เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง จ้ำเลือด เลือดออกง่าย เป็นไข้ ติดเชื้อง่าย แม้จะมีอาการหลายอย่างคล้ายโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว(Leukemia) แต่ไม่ใช่มะเร็ง เมื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเลือด เม็ดเลือดลดลงทั้ง 3 ชนิดและเมื่อตรวจไขกระดูก ไม่พบมีเซลล์เม็ดเลือดเหลืออยู่
 
สาเหตุ
     แม้ยังไม่สามารถพบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลักฐานหลายตัวที่บ่งชี้ถึงปัจจัยที่ที่เข้าไปทำลายการสร้างเม็ดเลือด ไม่ว่าจะป็นสารเคมี ยาเคมีบำบัด เบนซิน บุหรี่ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชชพืช แสงรังสี ไวรัสตับอักเสบ Hellicobacter โรคทางพันธุกรรม เชื้อHIV เชื้อโรคEpstein-Barr virus แม้ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้ไขกระดูกฝ่อ แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดโรค
 
การรักษา
      ในอดีตเคยเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่มีเงื่อนไขคืออายุของผู้ป่วยควรต่ำกว่า 50ปีหรือถ้ามากกว่า ก็ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้ โดยผู้ป่วยที่ใช้เนื้อเยื่อที่ตรงกันทุกตัวจากพี่น้องท้องเดียวกัน มีโอกาสหายขาดได้ถึง70-90% สำหรับผู้ป่วยที่ใช้เนื้อเยื่อตรงกันทุกตัวจากอาสาสมัครโอกาสที่หายก็ลดลงเหลือ 20-30%
     ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปีหรือไม่สามารถหาเนื้อเยื่อที่ตรงกันได้ สามารถใช้วิธีการให้ยากดภูมิ โดยการให้ยา Antithymocyte Globulin(ATG) โดยยานี้จะไปเพิ่มขบวนการผลิตเม็ดเลือดให้คืนสู่สภาพปกติหรือเม็ดเลืดอยู่ในระดับที่ใช้ชีวิตตามปกติได้ โอกาสที่ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นประมาณ 50%
     Graft-versus-host disease(GVHD)ภาวะแทรกซ้อนเบื้องต้นของการปลูกถ่ายไขกระดูกสำหรับผู้ป่วยโรคไขกระดูกฝ่อ คือโรคGVHDโดยไขกระดูกของผู้บริจาคจะโจมตีอวัยวะและเนื้อเยื่อของผู้ป่วย ทำลายความสามารถในการทำงานของอวัยวะต่างๆและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อาจเป็นชั่วคราวหรือถึงขั้นชีวิต โรคนี้มีทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรังผู้ป่วยอาจเป็นอย่างหนึ่งแล้วพัฒนาไปสู่อีกชนิดได้หรือไม่เป็นเลย ชนิดฉับพลันมักเกิดขึ้นระหว่าง 3 เดือนแรกหลังการปลูกถ่าย ส่วนชนิดเรื้อรังจะพัฒนาหลังการปลูกถ่าย 3 เดือน
      อาการเริ่มแรกของชนิดฉับพลันคือเกิดผื่นคันขึ้นตามผิวหนังที่มือหรือเท้า อาจจะกระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย พัฒนาเป็นสีแดงคล้ายโดนแดดเผา ผิวหนังอาจลอกหรือเป็นแผลพุพอง ตะคิว คลื่นไส้และท้องร่วงเป็นน้ำหรือเลือด เป็นสัญญาณที่ชี้ถึงGVHDแบบฉับพลันในท้องหรือลำไส้ ถ้าโรคนี้กระทบถึงตับ ผู้ป่วยจะมีอาการดีซ่านคือผิวหนังและตาเหลือง นอกจากนั้นยังโจมตีต่อมต่างๆเช่นเยื่อบุเมือก ต่อมน้ำลาย ผู้ป่วยอาจรู้สึกตาแห้งหรือปวดตา ปากและคอแห้ง ความรู้สึกเหมือนปากไหม้เมื่อใช้ยาสีฟันหรือกินอาหารรสจัด ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ปวดท้อง น้ำหนักลด นอกจากนั้นยังกระทบตับและปอด มีอาการปอดบวม หอบ หรือหลอดลมย่อยอักเสบ
     ผู้ป่วยที่เป็นแบบเรื้อรังส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านผิวหนัง เช่น แห้ง ผื่นแดงและคัน สีผิวหนังเปลี่ยน ผิวหนังตึงข้อต่อต่างๆตึงทำให้ยืดแขนขาลำบาก ผมร่วงหรือผมหงอกเร็วขึ้น
     เพื่อลดความเสี่ยงของโรคนี้ แพทย์จะใช้ยากดภูมิ ซึ่งประกอบด้วย Cyclosporine Methotrexate และ/หรือ Predisone แพทย์จะให้ยาเหล่านี้หลังการปลูกถ่ายประมาณ 6 เดือนและอาจยาวขึ้น ถ้าโรคนี้พัฒนาเป็นแบบเรื้อรัง ความเสี่ยงมากน้อยของโรคนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของไขกระดูกและยาที่ใช้ป้องกัน 15-30%ของผู้ป่วยที่ใช้ผู้บริจาคสายเลือดเดียวกันและมีเนื้อเยื่อตรงกันเท่านั้นที่จะเกิดGVHDแบบฉับพลัน ส่วนผู้ป่วยที่ใช้เนื้อเยื่อจากอาสาสมัครนั้นจะมีโอกาสเป็นถึง 70%
 
     สรุป การรักษาผู้ป่วยโรคไขกระดูกฝ่อได้พัฒนาขึ้นอย่างมากใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ก่อนปี 1970 ผู้ป่วยเพียง 10% เท่านั้นที่อยู่นานกว่า 1 ปีหลังการรักษา แต่ปัจจุบัน ผู้ป่วยถึง 80% มีชีวิตนานถึง 3-5 ปีหลังการรักษา ผู้ป่วยโรคนี้ควรรีบหาเนื้อเยื่อที่ตรงกันจากผู้บริจาค ควรหลีกเลี่ยงการรับเลือดจากผู้ที่แนวโน้มจะเป็นผู้ให้ไขกระดูกและเลือดที่รับควรฉายแสงทุกครั้ง สถิติที่รักษาผู้ป่วยโรคนี้ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น มีผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

หน้าแรก
l เกี่ยวกับชมรม l ข่าวสาร l บทความ l โครงการต่างๆ l วิธีช่วยเหลือชมรม l กระดานสนทนา